โภชนาการ เปลี่ยนโลก. Diet, Environment and Economy.

Diet, Environment and Economy. โภชนาการ เปลี่ยนโลก….

วันนี้ขอชวนคุยว่าด้วยผลกระทบของ “ลักษณะการกิน” ของเราที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและเศรษกิจครับ หัวข้ออาจจะไม่เกี่ยวกับฟิตเนสโดยตรง แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากเขียนมานานแล้ว

เริ่ม!

ในโลกที่มีทรัพยากรจำกัด เรามีน้ำสะอาด น้ำมัน ที่ดินใช้สอย และป่าไม้ น้อยลงๆ ในขณะเดียวกัน เรามีประชากรเพิ่มขึ้น มีการทำลายสิ่งแวดลอม และใช้ทรัพยากรเพื่อสนอง need ทางด้านวัถถุนิยม (อย่างน้อยๆ คนที่อ่านบทความนี้อยู่ก็อยู่ในระดับคนชั้นกลาง-สูง ที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า และคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าคนอีก 70-80% ของประเทศเรา) ซึ่งสาเหตุที่คนชั้น Middle อย่างเราๆ อยู่ได้นั้น ก็เพราะว่าเรายังมีงานทำ มีกินมีใช้ มีคนอีกชนชั้นหนึ่งคอยทำไร่ทำสวน ปลูกผักมาเลี้ยงไก่ให้เรากิน

สิ่งเหล่านี้ เรารู้อยู่แก่ใจ แต่ที่เราไม่รู้คือ เมื่อไหร่ ที่สิ่งที่เรียกว่าความสะดวกสบาย ที่เราใช้บุญเก่าจากทรัพยากรธรรมชาติจะหมดไป!? ผมเชื่อว่าหลายคนตระหนักถึงเรื่องนี้ แต่ก็อาจจะคิดปลอบใจตัวเองว่า กว่ามันจะเกิด เราก็แก่ตายแล้ว ก็ไม่ผิดนะ แต่! ลองคิดแบบ Worst Case Scenario ดู ถ้าสิ่งเหล่านี้มันเกิดในรุ่นเรานี่สิ คุณพร้อมหรือเปล่า?

ทีนี้มันเกี่ยวอะไรกับเรื่องโภชนาการ?

เรามาคิดดูดีๆ ว่าการผลิตอาหารเช่นเนื้อสัตว์ และของนำเข้าเนี่ย เราต้องเสียทรัพยากรหลายต่อมาก ตั้งแต่การเพาะเลี้ยงพื้ช (ใช้พื้นที่) และการเอาพืชมาเลี้ยงสัตว์ (ใช้เวลา และพื้นที่) และใช้พืชจำนวนโครตเยอะ เพื่อมาเลี้ยงสัตว์ (ใช้ Calorie เยอะมาก) และระหว่างทาง ยังมีทรัพยากรต่างๆ เช่นไฟฟ้า น้ำมัน การขนส่ง น้ำสะอาด อีกเยอะแค่ไหน ที่สูญเปล่า กว่าจะมาเป็นเนื้อให้เรากิน

นี่ยังไม่นับ Imported Meat ที่ต้องมีค่าน้ำมันข้ามโลก ซึ่งทำให้ Carbon Footprint (ต้องปล่อยมลภาวะ ซึ่งอาจจะทำให้โลกร้อน) มากขึ้น
สิ่งนี้อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศเราที่แรก แต่ในระดับโลก การทำลายสิ่งแวดล้อม และปัญหาความยากจนในที่ไกลโพ้น ก็ส่งผลมาถึงเราแน่นอนครับ

ทีนี้เราอาจจะคิดว่า “แค่คนกลุ่มน้อย ทำอะไรไม่ได้หรอก”
จริงๆผมจะคิดแบบนั้น แล้วไม่ต้องเขียนบทความนี้ก็ได้ แต่ผมเลือกที่จะใช้เวลาเขียน เพราะมันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าถูกต้อง และไม่ควรเงียบเฉย
โลกนี้ไม่ได้เลวร้ายเพราะคนเลวเยอะ … แต่โลกนี้มัน “ยังไม่ดี” เพราะคนคิดว่า “ฉันคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้” ต่างหาก

ดังนั้น สำหรับสิ่งที่เราสามารถทำได้ ในเชิงของโภชนาการคือ

1. เลือกกินของที่ผลิตในบ้านเรา เพื่อลด Demand ของสินค้านำเข้าที่สิ้นเปลืองน้ำมันและปล่อย greenhouse gas ทำลายชั้นบรรยากาศ

2. กินผักให้มากขึ้น ผมไม่ได้รณรงค์ให้คนเลิกกินเนื้อ แต่การที่เรากินผักมากขึ้น (อิ่มขึ้น) ก็แน่นอนว่าทำให้เรากินเนื้อน้อยลง และสิ้นเปลืองทรัพยากรในการเพาะเลี้ยงน้อยลง (และก็ดีต่อสุขภาพด้วย)

3. อุดหนุนร้านอาหาร และแบรนด์ต่างๆที่เป็นของไทยถ้าเลือกได้ เป็นการสนับสนุนธุรกิจรายย่อย เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาและการว่าจ้างเพิ่มขึ้นในบ้านเรา


นั่งเขียนอยู่เป็นชั่วโมง จริงๆแล้วผมเองขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่คนที่ “Green” เท่าไหร่นะครับ เมื่อสองสามปีก่อนมีการทำแบบทดสอบ ที่เรียกว่า Ecological Footprint Test ซึ่งจะบอกว่าถ้าทุกคนบนโลกใช้ชีวิตแบบที่ผู้เข้าทดสอบใช้อยู่ เราต้องมีโลกกี่ใบถึงจะอยู่ได้
สำหรับผม ต้องใช้โลก 7 ใบ…. เจ็ดใบ! สาเหตุที่ผลออกมาเป็นอย่างนั้นเพราะว่าตอนที่ทำแบบทดสอบนี้ ….

– ผมเรียนอยู่ต่างประเทศ มีการเสียน้ำมันไปกับการเดินทางข้ามประเทศปีละอย่างน้อย 2 หน
– ตอนอยู่เมืองนอกก็กินอาหารไทย ทำให้ใช้ทรัพยากรในการขนส่งเพิ่ม
– ตอนอยู่เมืองไทยก็กินอาหารฝรั่ง…
– เป็นคนยุค Gen ที่ ติดคอม เปิดคอมทิ้งไว้ทั้งวัน
– เปิดแอร์วันละ 24 ชั่วโมง

แต่สิ่งที่ผมลงมือทำ:

– ผมใช้ถุงพลาสติกน้อย
– ไม่ขับรถ (เหตุผลเพราะผมมีปัญหาเรื่อง ROAD RAGE)
– อุดหนุนแบรนด์ไทย เมื่อทำได้
– และตอนนี้ ก็พยายามปิดคอม ปิดไฟ ถ้าไม่จำเป็น
– กินผัก และกินสินค้าไทย

ดังนั้น ผมพูดได้เต็มปากเลยว่าผมเองไม่ใช่คนที่รักโลก โลกสวยที่สุด ที่คุณอาจจะเคยรู้จัก (คนอื่นที่เขียนบทความแนวนี้คงจะเป็นตัวอย่างที่ดีกว่านี้) แต่สิ่งที่ผมอยากบอกคือ

“เราไม่ต้องดีที่สุดก็ได้ ขอแค่เราพยายาม”

อยากให้ทุกคนลองหันกลับมาคิดทบทวนกันใหม่ครับ ว่าสิ่งที่เราทำกินทุกวันนี้ มันส่งผลต่อสิ่งแวดล้อม และอนาคตของโลกอย่างไรบ้าง

ใครที่อ่านจบ ขอคำนับ ณ ตรงนี้
ยังไงฝากแชร์ด้วยครับ

ทิ้งท้าย: Throwback:

เมื่อผมเป็นนักศึกษา ผมเป็นเด็กรู้มากคนหนึ่ง ที่ไม่เคยอายที่จะถามคำถามอาจารย์ตรงๆ ซึ่งในสาขาที่ผมเรียน (จบ International Relation นะ ไม่ได้จบวิทยกีฬา แต่ผมมาเรียน Certified Personal Trainer และ Nutrition Coach ทีหลัง) เค้าบังคับให้เรียน Environmental Studies ด้วย

ตอนเข้าไปเรียนวันแรก ผมเบื่อมาก เพราะไม่ชอบเรื่องพวกรักโลกเลย ดูโลกสวย แหม่ โลกจะแตก สิ่งแวดล้อมจะแย่ ก็ช่างมันดิ๊ เดี๋ยวเราก็ตายแล้ว ซึ่งในคลาสเราก็กวนตีนครูไป จนวันหนึ่ง ผมถามอาจารย์ว่า “แล้วการที่สิ่งแวดล้อมที่หนึ่งมันถูกทำลาย มันจะกระทบผมได้ไง เพราะผมอยู่ไกลมาก”

ครูตอบว่า “สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย ก่อให้เกิดความยากจน ความยากจน ก่อให้เกิดความแตกแยก ความแตกแยก ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง และโลกเราไม่ได้กว้างอย่างที่คิดอีกต่อไปแล้วนะ”

ตอนเด็กๆ เรียนดีจนลงหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น REPRESENTING เด็กเนิร์ด Asian!

ผมตั้งใจเรียนเลยครับ 

Facebook Comment

Online Coaching

ออกแบบโปรแกรมให้คำปรึกษาแบบออนไลน์

รายละเอียดคอร์ส

Physiotherapy Service

บริหาร บำบัด ฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

รายละเอียดคอร์ส

Personal Training

เรียนแบบส่วนตัวกับเทรนเนอร์

รายละเอียดคอร์ส

Personal Trainer Certification

หลักสูตรประกาศณียบัตรวิชาชีพเทรนเนอร์

รายละเอียดคอร์ส