BLOG

บทความ

3 เทคนิค ฟิตหุ่นรับปีใหม่แบบ “ช่างแม่ง”

ปีที่ผ่านมาเหนื่อยเนอะ เรื่องเยอะมาก แปปๆสิ้นปีแล้ว กลับมามองร่างกายตัวเอง บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะท้อ และหมดความมั่นใจ ใครกำลังต้องการกำลังใจ และแนวทางเปลี่ยนแปลงตัวเองในปี 2022 นี้ เรามี3 เทคนิค ฟิตหุ่นรับปีใหม่แบบ “ช่างแม่ง”อ่านต่อเลย STEP 1 : อย่าท้อสิ ก่อนอื่นอยากบอกว่า การที่เราฟิตหุ่นไม่ได้ผลในปีที่เเล้ว ไม่ได้แปลว่าเราขี้เกียจ หรือไม่มีวินัยเสมอไปนะลองย้อนกลับไปดูดีๆ ปีที่เเล้วเราเครียดไหม กังวลไหม หรือบางคนก็งานโคตรเยอะ จนไม่มีเวลาดูแลตัวเองเลยอย่าลืมว่าเราอยู่ในช่วงเวลาที่ไม่ปกติ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เราอาจจะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป อาจจะกินจุกจิกเยอะขึ้น นอนน้อยลง และไม่ค่อยได้ออกกำลังกายไม่ใช่ความผิดเรา … แต่ให้จำไว้ว่าปีหน้าเราสามารถ “รับมือ” กับสถานการณ์แบบนี้ได้ดีกว่าเดิม STEP 2 : ตั้งเป้าหมายแบบ “ช่างแม่ง” บางครั้งคนเรากลัวการ Commit หรือผูกมัดกับเป้าหมายใหญ่ๆ ดังนั้นการตั้งเป้าหมายแบบ “ช่างแม่ง” คือแค่ FOCUS กับการลงมือทำอะไรที่ง่ายๆ ใกล้ๆตัวก่อนทำอะไรได้ก็ทำ หาอย่างอื่นทำที่ง่ายๆได้ก่อนวิธีนี้อาจจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการตั้งเป้าหมายเป็นตัวเลขการลดน้ำหนักเพราะมันทำให้เราไม่เครียด … (ชีวิตก็เครียดพอละ อย่าให้การฟิตหุ่นมาทำให้เครียดกว่าเดิม) STEP 3 : ทำอะไรล่ะ?เริ่มจากอะไรที่มันง่ายๆ และใกล้ตัวก่อน การดื่มน้ำเปล่าให้มากขึ้น ช่วยให้เราลดน้ำตาลส่วนเกินได้ การลุกมาเดิน ทุกครั้งที่นึกขึ้นได้ ช่วยให้เราเผาผลาญมากขึ้น การไม่เล่นมือถือก่อนนอน ช่วยให้เรานอนดีขึ้น ซึ่งส่งผลต่อการเผาผลาญของเรา การออกกำลังกาย แบบไหนก็ได้ เอาที่สะดวก ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อ ทุกข้อที่ว่ามา ช่วยให้เราลดไขมัน + พัฒนากล้ามเนื้อได้นะและพอเราทำอะไรง่ายๆได้ ก็ค่อยทำสิ่งที่ท้าทายขึ้น ปัญหาที่ทุกคนต้องเจอ จริงๆแล้วการจะหุ่นดีได้ ต้องใช้ ความสม่ำเสมอสิ่งที่หลายๆคนมักจะเจอ คือเมื่องานยุ่ง หรือเครียด ทำให้เราอาจจะ “หลุด” จากการฟิตหุ่นสิ่งที่ยากมาก คือเมื่อ “หลุด” แล้ว มักจะกลับมาเริ่มใหม่มันยากถึงแนะนำให้ตั้งเป้าหมายแบบช่างแม่งไงเก็ตมั้ย … เริ่มง่ายๆ ให้เหมือนไม่ได้เริ่มคือการทำอะไรง่ายๆ สม่ำเสมอ แบบไม่ซีเรียสเนี่ย มันไม่มีคำว่า “หลุด”ผมเป็นกำลังใจให้ครับ อยากได้กำลังใจ และแนวทางมากกว่านี้ติดตาม FJ ไว้ ปีนี้เราจะทำคอนเทนต์เจ๋งๆเพียบ—
เชื่อว่าหลายคนรอจังหวะปีใหม่ เพื่อจะตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงตัวเอง คอยดูนะ! ปี 2022 ต้นปีจะเริ่มออกกำลังกาย จะเริ่มคุมอาหาร บางคน อาจจะเริ่มแล้วด้วยซ้ำ แต่คิดว่า ต้นปีค่อยจริงจัง เคยสังเกตตัวเองมั้ย ว่าเราวนลูปแบบนี้มากี่ครั้งแล้ว? รอให้พร้อมก่อน  บางคนรอปีหน้าบางคนรอวันที่
แค่ใช้ชีวิตก็เหนื่อยแล้ว แรงหมด เวลาก็แทบไม่เหลือ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้อยู่ เอ้า อ่านต่อ #goodquestion เอาจริงถ้าไปบ่นให้ใครฟัง คำตอบที่มักจะเจอคือ “บริหารเวลา” แต่รู้ๆกันอยู่

EXERCISE

4 tips แก้ปัญหา คนไม่มีเวลาออกกำลังกาย

แค่ใช้ชีวิตก็เหนื่อยแล้ว แรงหมด เวลาก็แทบไม่เหลือ ไม่มีเวลาออกกำลังกาย ถ้าคุณรู้สึกแบบนี้อยู่ เอ้า อ่านต่อ #goodquestion เอาจริงถ้าไปบ่นให้ใครฟัง คำตอบที่มักจะเจอคือ “บริหารเวลา” แต่รู้ๆกันอยู่ ชีวิตจริง มันพูดง่าย ทำยากเพราะจริงๆแล้ว สาเหตุที่ทำให้เรา ไม่มีเวลา หรือไม่มีแรง มันมีปัจจัยต่างๆอยู่เบื้องหลังเยอะมาก ถ้าพร้อมแล้ว ลุย! เริ่มต้น ที่ “เจตนา” ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่ แสดงว่าเรามีความคิดว่า อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง ซึ่งนี่คือสิ่งที่สำคัญมากๆ การมี “เจตนาที่จะเปลี่ยนแปลง” คือก้าวแรก เล่าให้ฟัง ว่าปกติก่อนคนเราจะมีเจตนาเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง มักจะมี Trigger อะไรบางอย่างที่มากระตุ้นให้เรารู้ตัวว่า เราใช้ชีวิตแบบเดิมไปเรื่อยๆไม่ได้ ลองย้อนกลับไปสังเกตตัวเองก่อนนิดว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรา “เริ่มคิด” ว่าต้องเปลี่ยน เช่น รู้สึกเหนื่อยมาก ล้ามาก รู้สึกอ้วนขึ้น และเริ่มรู้สึกว่า “เห้ย… ต้องปรับอะไรบางอย่างแล้วนะ” แล้วทำไมเราถึงไม่มีเวลา การจะบอกให้เราบริหารเวลา โดยไม่ได้ Backtrack การใช้เวลาของเรา เป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ ซึ่งคนเราทุกคน มีเวลา 24 ชั่วโมง เท่ากัน ดังนั้นเวลาที่เรามีนันไม่มีทางอยู่ดีๆ หล่นหายไปไหน สิ่งต่อไปที่เราต้องตั้งคำถามคือ “แล้วเวลาฉันหายไปไหนหมด” สิ่งแรกที่เราควรทำ คือการลองจดบันทึกว่า เราทำอะไรบ้าง ในแต่ละวัน คร่าวๆก็พอ เช่น ฉันนอนกี่ชั่วโมง ฉันทำงานกี่ชั่วโมง (เอาแบบทำงาน หรือเรียนจริงๆนะ ไม่นับอยู่หน้าคอม หรือมือถือ) ฉันอยู่หน้าคอม หรือมือถือ โดยที่ไม่ได้เกี่ยวกับงาน หรือการเรียนกี่ชั่วโมง ฉันใช้เวลากินอาหาร หรือเลือกอาหารที่จะกิน กี่ชั่วโมง ฉันออกกำลังกาย หรือใช้ร่างกายกี่ชั่วโมง เอาแค่นี้ก่อน ทั้งหมด 5 ข้อนี้ ควรรวมกันได้ 24 ชั่วโมง ถ้าเรารวมไม่ได้ 24 ชั่วโมง นั่นหมายความว่าปัญหาที่เรากำลังเจอ อาจจะเป็นปัญหาเชิง Acccountability หรือพูดง่ายๆ “อาจจะมีช่วงเวลาที่เราใช้เวลาไปกับอะไรก็ไม่รู้

Muscle Imbalance! สมดุลกล้ามเนื้อ คืออะไร?

เคยได้ยินเขาบอกว่า สมดุลกล้ามเนื้อ ว่าแต่ มันคืออะไร #Goodquestion สัปดาห์นี้ จะเล่าให้ฟัง คนเราขยับร่างกายได้ยังไง? โครงกระดูกของเรา ไม่สามารถขยับด้วยตัวเองได้ ต้องมีกล้ามเนื้อช่วย “ดึง” ทีนี้ กล้ามเนื้อคนเรา ก็สามารถ “หดเกร็ง” เพื่อ “ดึง” ให้ข้อต่อต่างๆของเราขยับไปในทิศทางต่างๆได้หลากหลาย คำว่า Muscle Imbalance เลยแบ่งได้หลักๆ 2 แบบกว้างๆ  Body Muscular Imbalance Joint Muscular Imbalance Body Muscular Imbalance พูดง่ายๆคือ ซ้าย ขวา ไม่สมดุลกัน คนที่ถนัดมือขวา มักจะใช้กล้ามเนื้อด้านขวาเยอะกว่า ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาร่างกายโดยรวม Joint Muscular Imbalance ก็คือการทำงานของกล้ามเนื้อที่ขยับข้อต่อไม่สมดุล ยกตัวอย่าง: Joint Muscular Imbalance  การกางแขนไปด้านหลัง เป็นการขยับข้อต่อหัวไหล่ ซึ่งกล้ามเนื้อหลังจะเกร็ง ในขณะที่กล้ามเนื้ออกผ่อนคลายการหุบแขนเข้าหากัน เป็นการเกร็งกล้ามเนื้ออก ในขณะที่กล้ามเนื้อหลังผ่อนคลายสังเกตมั้ย ว่าตรงกันข้ามกัน ปัญหาของ Joint Muscular Imbalance สิ่งที่เราต้องจำคือ การจะเกิดการเคลื่อนไหวได้ กล้ามเนื้ออีกฝั่งจะต้องผ่อนคลาย ไม่งั้นเราจะเคลื่อนไหวได้ไม่เต็มระยะ  ซึ่งพอเราเคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่เต็มระยะ ก็อาจจะเกิดปัญหาตามมาเพียบ เช่น ปวดเมื่อยไม่หายซะที บาดเจ็บง่าย (กล้ามเนื้อขาหนีบตึง ทำให้เวลา Squat แล้วขาหุบเข้าหากัน อาจจะเจ็บเข่าได้) เล่นกล้ามเนื้อบางมัดไม่โดน (กล้ามเนื้ออก ไหล่ตึง ทำให้เล่นกล้ามหลังบางมัดไม่ค่อยโดน)  สมรรถภาพร่างกายไม่พัฒนา (สะโพกซ้ายขวา ตึงไม่เท่ากัน ทำให้วิ่งแล้วปวดเอว)  Muscle Imbalance แก้อย่างไร โอ้ว นี่แหละความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ของมนุษย์ชาติ การปรับ Muscle Imbalance ถ้าเรียนของต่างประเทศเป็นคอร์ส อย่างยาวววว  เพราะปัญหามันมักจะซ้อนๆกัน มาเป็นลูกโซ่เช่นกล้ามเนื้อ A ตึง ทำให้ B ทำงานไม่ดี ส่งผลให้กล้ามเนื้อ C ทำงานหนัก และไปเมื่อยที่กล้ามเนื้อ

ออกกำลังกายแบบไหน ลดไขมันได้ดีที่สุด?

อยากลดพุง ควรเดินช้าๆ หรือวิ่งเร็วๆ หรือ HIIT หรือว่ายกเวทดี?#Goodquestion! โค้ชขอนำเสนอทีละประเด็น ให้เห็นบริบท เป็นข้อๆไปนะครับ พร้อมแล้ว ลุย! กลไกหลักที่ทำให้เราลดไขมันได้ คือทำให้เราเกิด DEFICIT หรือทำให้เราใช้พลังงานมากกว่าที่เรากินเข้าไป … ย้ำว่าการออกกำลังกาย ทุกชนิด ก็ใช้พลังงาน! เพียงแต่ว่าจะใช้มาก ใช้น้อย ก็ขึ้นอยู่กับระดับความฟิตของเราด้วยนะ อย่ามองแค่ DEFICIT เพราะการออกกำลังกายแต่ละชนิด มีข้อดีต่างๆที่สำคัญ เช่น การพัฒนาความแข็งแรง = ทำให้เรายกของหนักๆ และพัฒนา เพิ่มกล้ามเนื้อได้ง่ายขึ้น การพัฒนา เพิ่มกล้ามเนื้อ = ทำให้เราเผาผลาญต่อวันได้ดีขึ้น และทำให้เราหุ่นดี มีทรงสวยงาม การพัฒนาความอึด = ทำให้เรา CARDIO ต่อเนื่องนานๆได้ ก็เกิด DEFICIT และทำงานได้นานขึ้น การพัฒนาความยืดหยุ่น = ทำให้เราออกกำลังกายได้ดีขึ้น นอนหลับดี ไม่เมื่อย เริ่มเห็นมั้ย ว่าทุกข้อ เกี่ยวข้องกันหมด! ดังนั้นการออกกำลังกายแต่ละรูปแบบ มันเอื้ออำนวยให้เราไปสู่เป้าหมายได้ ด้วยกลไกที่ต่างกัน แต่สุดท้าย ควรทำทุกอย่าง! การออกกำลังกาย แบ่งเป็นรูปแบบไหนบ้าง ในโปรแกรม ของ FTF MEMBER (ที่กำลังจะเริ่มเดือนสิงหา) จะแบ่งเป็น Weight / Body Weight Training: มีท่าที่ใช้แรงต้าน มีทั้งแบบที่มีอุปกรณ์ หรือไม่มีอุปกรณ์ เพื่อเพิ่มกล้ามเนื้อ Circuit Training Routien: มีท่าออกกำลังกายที่เราจัดเป็นท่าต่อเนื่องให้ นำมาใช้เผาผลาญพลังงานได้ Cardio: มีแนวทางการ Cardio รูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มความอึด และเผาผลาญพลังงาน Stretch Routine: มีท่ายืด แบบจัดมาให้แล้วเป็น Routine ง่ายๆที่เอาไปทำได้แทบทุกวัน CARDIO เข้มข้นมากๆ หรือเข้มข้นต่ำๆ ทำแบบไหนดี? เอาจริงๆจะทำแบบไหนก็ลดไขมันได้ทั้งนั้น เพียงแต่จำง่ายๆ

NUTRITION

นักวิจัยพบ !! ดื่มเบียร์ทำให้ลงพุง!

ถ้าคุณเป็นคนนึง ที่รำคาญพาดหัวประเภทนี้ และสงสัยว่า เอ๊ะ Beer Belly และความเชื่อที่เราเห็น ดื่มเบียร์ทำให้ลงพุง จริงไหมในเน็ตเนี่ย มันจริงไหม … อ่านต่อเลย บทความนี้ เขียนให้ทั้งคนที่ชอบดื่ม และคนที่ไม่ดื่มอ่าน #goodquestion มาเริ่มกับสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงก่อน หลักฐานนับไม่ถ้วน ชี้ไปทางเดียวกันว่า มนุษย์เรา ถ้าได้รับพลังงานมากเกินไป และใช้ไม่หมด ก็เก็บสะสม ซึ่งในกรณีนี้ เกิดขึ้นกับสารอาหารทุกชนิดที่ให้พลังงาน ไม่ว่าจะแป้ง โปรตีน และไขมัน…. แล้ว Alcohol ล่ะ? ถ้าว่ากันตามเทคนิคแล้ว Alcohol ก็นับเป็น Macronutrient นะ เพราะ Alcohol 1g ให้พลังงาน 7kcalเพียงแต่เราไม่ค่อยพูดถึง Alc ในบริบทของสารอาหารเท่าไหร่ เพราะยังไงก็ไม่ใช่สิ่งที่เรา “ควร” ได้รับเป็นพลังงานหลัก ซึ่งเครื่องดื่มแต่ละชนิด ก็มีปริมาณ Alc ไม่เท่ากัน ลองแบ่งง่ายๆ Beer ประมาณ 4-5% Wine ประมาณ 12% Distilled Spirit (สุรากลั่น เช่น Vodka เหล้าขาว) มีตั้งแต่ 40% ขึ้นไป ซึ่งอ้างอิงจาก National Institute on Alcohol Abuse and Alcoholism เขาแนะนำว่า ใน 1 Drink มี Alcohol ประมาณ 14gจำคำว่า 1 Drink ไว้ให้ดี เพราะในอนาคตอาจจะได้กลับมาพูดถึงเรื่องนี้กันอีก!ซึ่งถ้าวัดแบบกะเอาคร่าวๆ Beer ประมาณ 1 กระป๋องเล็ก Wine 1 แก้ว Distilled Spirit 1 Shot แน่นอนว่าแต่ละยี่ห้อก็ต่างกัน เอาเป็นว่านี่คือปริมาณคร่าวๆ

ทำตาม 5 ข้อนี้ กินเจแบบ หุ่นดี หุ่นปัง ไม่มีพังแน่นอน!

เทศกาลกินเจ วนกลับมาอีกครั้ง วันนี้เรารวมเทคนิคดีๆ สำหรับคนกินเจมาบอก 1. กินเน้นๆ อาหารที่มีสัดส่วนโปรตีนสูง เช่น โปรตีนเกษตร นมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ (ไม่มีน้ำตาล) เต้าหู้ เป็นต้น แน่นอนว่าพอเราไม่สามารถทานเนื้อสัตว์หรือผลิตภัณฑ์ต่างๆจากสัตว์ได้ การหาแหล่งโปรตีนที่มาทดแแทนก็เป็นเรื่องยาก แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไปนวัตกรรมต่างๆเกิดขึ้นมามากมาย หนึ่งในนั้นคือ ผลิตภัณฑ์ต่างๆทำมาจากพืชแต่มีโปรตีนสูง ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนผงที่ทำจากพืช ,Plant-based Meat หรือ เนื้อจากพืช ซึ่งเราสามารถประยุกต์นำอาหารเหล่านี้มาปรับใช้กับเมนูที่เราทานได้ก็จะช่วยให้โปรตีนในแต่ละวันเพิ่มขึ้นและพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแน่นอน 2. ระวัง!! อาหารทอดแแบบต่างๆ เลี่ยงมาใช้วิธีหม้ออบลมร้อน ก็ช่วยลดปริมาณแคลอรี่จากน้ำมันไปได้เยอะมาก หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าอาหารประเภททอดนั้นมีแคลอรี่ค่อนข้างสูง แต่ทำไงได้ก็มันอร่อย หม้ออบลมร้อนจึงเป็นอีกตัวช่วยหนึ่ง ที่จะช่วยชาวของทอด lover ได้ แบบเจอกันคนละครึ่งทาง อาจจะกรอบอร่อยไม่สู้ที่ทอดด้วยน้ำมันจริงๆ แต่มันคุ้มค่ากับปริมาณแคลอรี่ที่ลดลงไปเยอะมากเลยนะ 3. ดูให้ดี!! อาหารประเภทผัดผักต่างๆ ที่เราคิดว่าคลีน ที่จริงแล้วเต็มไปด้วยน้ำมันจากการประกอบอาหาร ผักนั้นมีประโยชน์แต่น้ำมันที่ใส่มาด้วยนั้น จะให้โทษมากกว่าประโยชน์นี่สิ ! โค้ชแนะนำว่า หากจำเป็นที่ต้องซื้ออาหารตามร้านอาหาร อาจจะต้องเลือกร้านอาหารและเมนูให้ดี เพื่อให้พลังงานในอาหารจานนั้นไม่มากจนเกินไป เช่น น้ำพริกเห็ด แกงน้ำใสต่างๆ เป็นต้น หากเลี่ยงไม่ได้ ให้ทานในปริมาณที่พอเหมาะก็ช่วยได้เช่นกัน 4. ตามให้ทัน!! เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆที่ทำมาจากพืชทั้งสะดวกและเป็นทางเลือกที่ดีแก่พวกเราชาวฟิตหุ่นยิ่งนัก เช่น Plant-based Meat หรือ เนื้อจากพืช เส้นบุกต่างๆ เป็นต้น โดยการหาซื้อก็ไม่ยาก ตามร้านสะดวกซื้อหรือห้างฯต่างๆก็มีให้เลือกมากมาย โดยธรรมชาติเมื่อเราจะต้องเจอกับอะไรที่ยุ่งยากก็มักจะอยู่กับสิ่งนั้นได้ไม่นาน นี่จึงเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่ประหยัดเวลาและสะดวก รวมถึงสามารถคำนวณโภชนาการต่างๆได้อย่างง่ายดายอีกด้วย 5. เบาได้เบา…อาหารประเภทแป้ง อาหารประเภทแป้งเป็นอีกหนึ่งตัวแปร ที่จะชี้วัดว่าเราจะสามารถลดไขมันได้มากน้อยแค่ไหน โดยเรามักจะเข้าใจผิดว่า การทานข้าวไม่ขัดสีประเภทต่างๆนั้น กินแล้วผอมแน่นอน นั้นคือกับดักที่หลายคนมักจะติดกับ สิ่งที่ต้องทำจริงๆก็คือ ลดปริมาณแป้งที่ทานในแต่ละวันลงให้เหมาะกับกิจกรรมที่ทำ ซึ่งถ้าทานอย่างเหมาะสมแล้วแม้จะเป็นข้าวขาวก็สามารถทานได้เช่นกัน ส่วนใครยังไม่ได้สมัคร FTF MEMBER สมัครเลย!คอร์สฟิตหุ่น ค่าสมาชิกแค่วันละ 16 บาท!ได้โปรแกรมใหม่เจ๋งๆ ทุกเดือน ทักแอดมินมาทาง INBOX ได้เลย! สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร. 099-613-4502 Line: @fitjunctions หรือ https://lin.ee/fW4S6Lcรายละเอียด

ข้าวขาว vs ข้าวกล้อง อันไหนลดพุงได้ดีกว่ากัน

#Goodquestion ขออธิบายให้เห็นทีละบริบท  ถ้าอยากลดน้ำตาลแฝง เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง ช่วยไหม?  มาตอบข้อแรก ถ้าเราอยากจะลดปริมาณน้ำตาลต่อวัน การเปลี่ยนจากกินข้าวขาว มาเป็นข้าวกล้อง หรือขนมปังขาว มาเป็น Whole Wheat แทบจะไม่ช่วยเท่าไหร่! เพราะในเชิงพลังงาน และปริมาณน้ำตาล แทบไม่ได้ต่างกันมากขนาดนั้น ถ้าจะลดน้ำตาลแฝง แนะนำว่าลดจากเครื่องปรุงต่างๆที่มีน้ำตาล เช่น น้ำจิ้ม ซอส หรือขนม น้ำหวาน แบบนี้จะ Effective กว่า เพราะลดน้ำตาลได้จริงๆ   ตามที่ได้ยินมา ข้าวกล้องมีค่า GI ต่ำ ทำให้ร่างกายดูดซึมน้ำตาลได้ช้า เลยทำให้ระหว่างมื้อร่างกายไม่ขาดน้ำตาล ก็จะลดความอยากกินขนม ประมาณนี้ป่ะคะ ค่า GI คืออะไรก่อน? สำหรับใครที่อาจจะไม่รู้ว่า ค่า GI คืออะไร ค่า Glycemic Index หรือดัชนีน้ำตาล. คือค่าที่วัดระดับการเพิ่มขึ้นของน้ำตาลในเลือดหลังจากที่เรากินอาหารเมนูนั้นๆ เข้าไป วัดเป็นตัวเลข 1-100  Low GI 1-55  Medium GI 56-69  High GI 70-100  ยิ่งสูง แสดงว่ากินเข้าไปแล้วระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วอาหารที่ GI ต่ำ มักจะมีไขมัน และกากใยสูง เช่นผัก ผลไม้บางส่วนอาหารที่มี GI สูง มักจะผ่านการแปรรูปเยอะ หรือมีน้ำตาลสูงอยู่แล้ว  แล้วข้าวกล้อง ข้าวขาวล่ะ GI เท่าไหร่  ข้าวขาว GI 73ข้าวกล้อง GI 68 (Harvard Health Publishing, 2020) อ้าว … ต่างกันนิดเดียวเองนี่นา! และเอาจริงๆพลังงานก็ไม่ได้ต่างกันมากด้วย  แน่นอนว่าโดยรวมแล้วข้าวกล้องมีประโยชน์ มีกากใยมากกว่า และมีวิตามิน แร่ธาติมากกว่า แต่อย่าลืมว่าเรากำลังพูดถึงโจทย์ ในการลดพุงดังนั้น เพื่อโจทย์นี้ เอาจริงๆ จะข้าวขาว ข้าวกล้อง สิ่งที่สำคัญกว่า คือปริมาณที่เรากิน! และสำหรับใครที่สนใจเรื่องวิตามินปัจจุบัน มีข้าวเสริมวิตามิน แร่ธาตุให้เราเลือก