Category: Uncategorized

10 พฤติกรรม ทำแล้วลดไขมันได้ โดยไม่ต้อง “อด ลด ละ เลิก”

เหมาะมากสำหรับคนที่ความเครียดสูง งานหนัก ไม่มีเวลา แต่อยากลดไขมัน 1. ดื่มน้ำเปล่า การดื่มน้ำเปล่า (เย็น อุ่น ได้หมด) เป็นจุดเริ่มต้นง่ายๆในการทำให้เรามีพฤติกรรมคุ้นเคยในการ “ดื่ม” ของที่ไม่ให้พลังงานทำให้ในระยะยาวค่อยๆ ลดโอกาสที่เราจะดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลแฝงลงได้โดยที่เราไม่ต้องไปคิดว่าจะเลิกดื่มอะไร ขอให้เริ่ม! ดื่มน้ำเปล่าก่อน วันละ 2-3 ลิตร ก็เพียงพอ! 2. ปรับพฤติกรรมก่อนนอน คุณภาพการนอนหลับ ส่งผลต่อการลดไขมันมากๆ และส่วนใหญ่กิจกรรมที่ใช้ “จอ”เช่น สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ มักจะทำให้คุณภาพการนอนหลับของเราลดลงดังนั้นก่อนนอนสัก 30-60 นาที เราควรพักสายตา ห่างจากหน้าจอ จะช่วยเรื่องการนอนหลับได้ดีขึ้น 3. นอนให้เป็นเวลา การเข้านอนในเวลาเดิมๆ ช่วยให้ร่างกายเราเกิดกิจวัตร (routine) ที่ทำให้เราง่วงเป็นเวลาโดยที่เรายังไม่ต้องไปซีเรียสว่าจะต้องนอนกี่ชั่วโมง เริ่มจากการนอนเวลาเดิมทุกๆ วันให้ได้ก่อนอาจจะบวกลบประมาณ 1 ชั่วโมงได้ 4. ค่อยๆ เพิ่มเวลานอน การตั้งเป้าหมายว่าจะนอนให้ได้เท่านั้นเท่านี้ชั่วโมง อาจจะทำได้ยากซึ่งสิ่งที่ง่ายกว่า คือ การค่อยๆ เพิ่มเวลานอน 10-20 นาทีต่อวันและควรทำให้ได้อย่างสม่ำเสมอด้วย 5. ตื่นให้เป็นเวลา การตื่นเป็นเวลา ก็ช่วยให้เราเกิดกิจวัตร (routine) ที่ทำให้ร่างกายจำได้ว่าควรตื่นตอนไหน ส่งผลให้เรามีแรงในระหว่างวัน อีกทั้งยังส่งผลให้การนอนของเราดีขึ้นด้วยอาจจะบวกลบประมาณ 1 ชั่วโมงได้ 6. เพิ่มผัก ผักมีกากใย ช่วยให้อิ่ม และมีวิตามินแร่ธาตุต่างๆเราไม่ต้องไปคิดว่าจะต้อง “เลิก” กินอาหารขยะก็ได้ แต่ขอให้ “เริ่ม” กินของมีประโยชน์วันละนิดแต่ควรเป็นผักที่ไม่ได้ผ่านการทอด หรือผัดน้ำมันเยอะๆ วันละ 1 กำมือ แต่ถ้าให้ดีคือวันละ 3-5 กำมือ ไปเลย 7. เพิ่มผลไม้ ผลไม้มีกากใย มีน้ำ ช่วยให้อิ่ม และมีวิตามินแร่ธาตุต่างๆ มากมายให้เราเริ่มจากการกินผลไม้สัก 1 หน่วย (ใช้มือหยิบได้ 1 กำใหญ่ๆ) ในช่วงเวลาที่อยากกินขนมในระหว่างวันใช้ผลไม้เป็น “ตัวแทนขนม” ในบางโอกาส แต่ไม่ใช่กินผลไม้แทนมื้ออาหาร เพราะถ้ากินมากไป

ทำความรู้จัก AQUA EXERCISE

หลายๆ คนสงสัย AQUA EXERCISE คืออะไร จะตอบให้! ถาม:   ท่า Weight Training อะไรบ้างที่เล่นในน้ำได้? ตอบ:     Squat, Side Squat, Lunge, Hams Curl, Hip Abduction, Hip Adduction, Bicep Curl, Chest Fly, Reverse Fly เป็นต้น ทริค :   ใช้แรงของน้ำ, โฟม, ยางยืด เป็นแรงต้านเพิ่มตอนเคลื่อนไหวในน้ำได้ ถาม:  ว่ายน้ำไม่เป็น เล่นยังไงดี? ตอบ:  สามารถเดิน, เดินเร็ว หรือ High Knee ในน้ำได้ ถือเป็นการเพิ่มความหนักของการคาร์ดิโอไปในตัว บทความออกกำลังกายอื่นๆที่เกี่ยว คลิก!

ฟิตหุ่นได้ผลช้า = ท้อ ทำยังไงให้ไม่ใจร้อน?

ฟิตหุ่นได้ผลช้า จนท้อ ทำยังไงให้ไม่ ใจร้อน?ต้องทำยังไงให้ ได้ผลเร็วขึ้น? สรุปมาให้แล้ว! สมการของผลลัพธ์ คือ ACTION + ความสม่ำเสมอ (เป็นระยะเวลาต่อเนื่อง)เราจะพบว่า เราเร่งผลลัพธ์ระยะยาวไม่ได้ ยกตัวอย่างสิ่งที่มักจะเกิด ได้ผลเร็วระยะสั้น แต่ผลลัพธ์มักจะชะลอลง เมื่อเวลาผ่านไป ได้ผลเร็วระยะสั้น แต่เลิกล้ม แล้วเริ่มใหม่อีก ได้ผลช้ามากๆ จนท้อเสียก่อน  ค่อยๆ ได้ผลไปทีละน้อย และค่อยๆ ได้ผลในระยะยาว

งานวิจัยพบว่า กินหวานเทียม เสี่ยงเป็นมะเร็ง สรุปเราต้องกลัวไหม?

วิจัยใหม่ 2022 บอกว่า? กินหวานเทียม เสี่ยงเป็นมะเร็ง! แต่อย่าพึ่งตกใจกลัวกันเกินไป…เราลองมาดูรายละเอียดวิจัยนี้กันก่อนดีกว่า เอาจริงๆ แล้ว งานวิจัยนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เป็นงานวิจัย 2022 โดย Debras et al จากฝรั่งเศส มีอาสาสมัครเข้าร่วมวิจัยกว่า 102,865 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุเฉลี่ย 40 ปี เก็บข้อมูลด้วยการกรอกแบบสอบถาม โดยเก็บข้อมูลพฤติกรรมการกิน กิจกรรมระหว่างวัน รวมไปถึงการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ อย่างละเอียด กลุ่มอาสาสมัครเข้าร่วมโครงการนี้มาตั้งแต่ 2009 โดยสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลที่งานวิจัยนี้เน้นเป็นหลักๆ คือ Aspartame (แอสปาร์แตม) และ Acesulfame-K (เอซีซัลเฟม-เค) CORRELATION งานวิจัยนี้พบการเชื่อมโยงระหว่าง พฤติกรรมการบริโภคสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลและความเสี่ยงมะเร็ง คำศัพท์ที่ใช้คือ “Artificial sweeteners were associated with increased cancer risk” CORRELATION IS NOT CAUSATION แต่การเชื่อมโยง ไม่ใช่สาเหตุงานวิจัยไม่ได้บอกว่า เป็นมะเร็งเพราะสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล ถ้าหากเขาฟันธงแบบนี้ งานวิจัยจะต้องใช้คำว่า “Artificial Sweeteners were the cause of cancer” คือระบุได้เลยว่า ต้นเหตุของมะเร็ง คือ สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานที่กล้าฟันธงแบบนี้ ที่น่าเชื่อถือพอ ทำไมถึงฟันธงไม่ได้? อย่าลืมว่า งานวิจัยนี้ไม่ได้เอาคนมาเข้าห้องแล็บแล้วให้กินสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลเป็นเวลาหลายๆ ปีแต่เป็นการ “ถาม” ข้อมูลพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตจาก “กลุ่ม” คนกลุ่มเดียว ถึงแม้ตัวเลขอาสาสมัครหลักแสนคนจะดูเยอะ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าผู้หญิงวัย 40 กว่า จากฝรั่งเศสจะเป็นตัวแทนผู้หญิงทุกคนในโลกได้ เพราะยังมีตัวแปรอื่นๆ อีกมากมาย ที่ส่งผลต่อความเสี่ยงมะเร็ง อีกทั้งงานวิจัยนี้ไม่สามารถฟันธงได้ 100% ปัจจัยอื่นๆ ที่หลากหลายทำให้พูดยากว่า ความเสี่ยงมะเร็งที่เพิ่มขึ้น เป็นเพราะสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาล หรือ หวานเทียมเท่านั้น ยกตัวอย่าง กลุ่มคนที่กินหวานเทียม อาจจะมีพฤติกรรมอื่นๆ

กาแฟช่วยลด Cholesterol ได้?

สายกาแฟมีเฮ งานวิจัย 2022 พบว่า…กาแฟอาจช่วยลดคอเลสเตอรอล ไขมันเลวได้“แต่จริงแค่ไหน?” #goodquestion พาดหัวดักไว้ก่อนเลยว่า…อีกไม่นานอาจจะมีเพจอื่นๆ พาดหัวแบบนี้ เพราะตอนนี้ต่างประเทศเริ่มมีคอนเทนต์แบบนี้ออกมาแล้ว งานวิจัยนี้มาจาก Lebeau et al. (2022). ซึ่งเอาจริงๆ เขาไม่ได้บอกว่ากินกาแฟแล้วจะลดไขมันเลวหรือลดคอเลสเตอรอลได้นะ แล้วยังไง? อ่านต่อข้างล่างเลย เรามาปูพื้นฐานกันก่อน เวลาเราไปตรวจระดับคอเลสเตอรอลอาจจะคุ้นๆ กับคำว่า ไขมันเลว หรือ LDL ซึ่งถ้าเกิดว่ามีระดับไขมันเลวเยอะๆ ก็จะมีความเกี่ยวโยงกับความเสี่ยงโรคหัวใจ และหลอดเลือดต่างๆ พูดง่ายๆ ว่าไขมันเลวเยอะ ก็มีแนวโน้มว่าสุขภาพจะแย่ ในร่างกายเรามียีนตัวนึงชื่อ PCSK9 ซี่งทำให้ตับของเราขจัดไขมันเลวออกจากร่างกายได้ยากขึ้น นักวิจัยเลยคิดค้นยาขึ้นมาเพื่อต้าน PCSK9 และทำให้ลดไขมันเลวได้มากถึง 60-70%ซึ่งพูดง่ายๆ ว่า ก็ช่วยให้คนที่มีปัญหาคอเลสเตอรอลสูง ไขมันเลวสูง สุขภาพดีขึ้นได้ แต่…การรักษาด้วยยาแบบนี้ มีค่าใช้จ่ายสูง นักวิจัยเลยหาวิธีลด PCSK9 ด้วยวิธีการหรือกลไกอื่นๆ จนมาพบกับ “คาเฟอีน” นักวิจัยตั้งข้อสันนิฐานว่า “เอ๊ะ! คาเฟอีนอาจจะช่วยลด PCSK9 ได้” เลยทำการวิจัยขึ้นโดย ศึกษาผลของคาเฟอีนต่อเซลล์ตับของมนุษย์ ลองเอาผลที่ได้ ไปทดลองในหนู เอาผลจากการทดลองในหนู มาทดลองในมนุษย์จริงๆ ซึ่งในการทดลองกับมนุษย์ นักวิจัยให้อาสาสมัคร กินคาเฟอีน 400mg หลังจากอดอาหารมาทั้งคืนหลายคนอาจจะนึกไม่ออกว่าคาเฟอีน 400mg นี่เยอะขนาดไหน?-ในกาแฟผง มีคาเฟอีนประมาณช้อนละ 30mg (แต่ละยี่ห้อก็ต่างกัน) ดังนั้นถ้าจะกินตามงานวิจัยนี้ก็ ประมาณ 10+ ช้อน หรืออีกตัวอย่าง คือ อเมริกาโน แก้วกลาง มีคาเฟอีนประมาณ 225mg ดังนั้น ให้นึกภาพเราดื่มกาแฟสดแก้วกลางๆ ประมาณ 2 แก้ว ดู ผลลัพธ์ที่ได้คือ -ระดับ PCSK9 ลดลง! หลังจากผ่านไป 2-4 ชั่วโมง ซึ่งนักวิจัยตั้งข้อสันนิษฐานว่า “อาจจะ” ช่วยลดระดับไขมันเลวลงได้ในระยะยาว งานวิจัยนี้สนับสนุนข้อสันนิฐานว่า การศึกษาเรื่องคาเฟอีนอาจจะช่วยให้เราคิดค้นยาลดไขมันเลวได้ในอนาคต ซึ่งถ้าเราอ่านข้อมูลดีๆ นักวิจัยไม่ได้บอกว่า

อยาก “หุ่นดี” สรุปต้องกินอะไรอะไรบ้างใน 1 วัน

Restrictive Diet? Behavioral Intervention? 2 อย่างนี้คืออะไร แล้วสรุปใน 1 วัน กินแบบไหนดี? กินยังไงให้หุ่นดี Restrictive Diet : เป็นวิธีที่มักจะมีการตั้งกฏ หรือข้อห้ามต่างๆ อาจเห็นผลเร็วขึ้น แต่ก็อาจจะไม่ได้เหมาะกับทุกคนBehavioral Intervention : เป็นวิธีปรับพฤติกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล และช่วยให้เห็นผลที่ยั่งยืนกว่า หากรู้สึกว่า Restrictive Diet ทำได้ยาก แนะนำให้ลองใช้วิธี Behavioral Intervention ดู น่าจะช่วยใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นและส่งผลดีต่อเราในระยะยาวอีกด้วย

ปวดหลังทำไมต้องเล่นก้น?

เรื่องเล่าจาก Workshop ออกกำลังกายที่พี่ฟ้าสอน ปล.บทความนี้มีแจกท่าให้ไปออกกำลังกายกันด้วย ทำไมปวดหลังต้องเล่นก้น? -หนึ่งในสาเหตุของอาการปวดหลัง เกิดขึ้นเพราะกล้ามเนื้อก้นไม่แข็งแรง ทำให้กล้ามเนื้ออื่นๆ แถวๆ ช่วงหลังส่วนล่าง หรือหลังขามาทำงานทดแทน การทำงานทดแทนกัน-เรียกว่า Compensation เป็นหนึ่งในกลไกของร่างกาย ที่สอนให้เรารู้ว่ากล้ามเนื้อทำงานกันเป็นทีม และเมื่อใดที่กล้ามเนื้อมัดนึงอ่อนแอ หรือตึง ก็มักจะมีกล้ามเนื้อมัดอื่นๆต้องมา “แบก” กล้ามเนื้อที่ต้องแบก หรือทำงานทดแทน-ถ้าก้นไม่แข็งแรง ทำให้เราใช้งานสะโพกได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่กล้ามเนื้อแถวๆหลังส่วนล่างจึงมาช่วยแบก… ทำให้เมื่อยแถวๆเอว ปวดหลังบ่อยๆ ยืดก็ไม่หาย นวดก็คลายแปปเดียว-เพราะปัญหาไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ แต่มันมาจากการที่ก้นไม่แข็งแรง เลยทำให้กล้ามเนื้อหลังต้องมาแบกเรื่อยๆ พูดง่ายๆ การยืด การนวด โดยไม่เข้าใจกลไกการทำงานของร่างกาย จึงมักจะเป็นการแก้ปัญหาปลายเหตุ เลยไม่หายปวดสักที การเล่น Lower back ช่วยได้หรือไม่-การเล่น Lower back ด้วยท่าประเภท Back extension หรือ Good morning ก็อาจจะไม่ได้ช่วยเสมอไป เพราะปัญหามันไม่ได้มาจากกล้ามเนื้อมัดนั้นไม่มีแรง… มันมาจากก้น! นอกจากนี้-ยังมีข้อสันนิฐานอื่นๆ เช่น แกนกลางลำตัวอาจจะไม่มั่นคง หรืออาจจะมีการใช้งานร่างกายซ้ำๆ จนเกิด Imbalance ดังนั้นเราคงฟันธงได้ยากว่าเป็นเพราะก้นแน่ๆ แต่การเล่นก้น ก็ถือว่าเป็นไอเดียที่ดี เเจกท่าเล่นก้นไปเลย!1. PELVIC TILT 5-10 ครั้ง ทำ 2-3 sets  2. BAND CRAB WALK เดินสัก 10 ก้าว ไปกลับ ทำ 2-3 sets  3. LYING ISOMETRIC ABDUCTION ข้างละ 10-15 วิ ทำ 2-3 sets  4. ACTIVE ADDUCTORS + GLUTE ACTIVATION ข้างละ 10-15 วิ ทำ 2-3

เครียดจัด! จิตตก! กลัวออกกำลังกายไม่หนักพอ?

ใครเคยรู้สึกว่าตัวเองออกกำลังกายไม่มากพอบ้าง? หรือมีความกังวลว่าจะไม่ได้ผล? จนเกิดความเครียด สับสน บางคนถึงขั้นจิตตก! สรุปแล้วเราต้องออกกำลังกายหนักแค่ไหนถึงจะดี? ถ้าออกกำลังกายไม่หนักพอ จะฟิตหุ่นได้ไหม? ตอบสั้นๆ เลยว่า “ได้!” เพราะการจะลดไขมัน ฟิตหุ่นให้ดี ยังมีอีกหลายมิติให้เรียนรู้มาก  ปริมาณ และ คุณภาพ คือ 2 สิ่งที่ต้องคำนึงอยู่เสมอ การใช้ความรู้สึกเหนื่อย น้ำหนักที่ยกได้ หรือแม้แต่ระยะทางที่เราวิ่งได้ เป็นเพียงผลลัพธ์ระยะสั้นๆ ที่ไม่ได้สะท้อนถึงผลลัพธ์ในระยะยาว เพราะการจะออกกำลังกายให้ได้ผลในระยะยาว ต้องคำนึงถึงคุณภาพด้วย!  ตัวอย่างของสิ่งที่ควรคำนึงถึงมีอะไรบ้าง? MOVEMENT: คุณภาพในการควบคุมร่างกาย การเคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง CARDIO: ทำต่อเนื่องได้สม่ำเสมอ โดยที่ไม่รู้สึกเหนื่อยจนเกินไป WEIGHT TRAINING: สามารถเพิ่มน้ำหนักที่ท้าทายขึ้นได้ โดนที่ทำท่าได้อย่างถูกต้อง STRETCHING: สามารถยืดกล้ามเนื้อ โดยรู้สึกตึงกำลังดี ไม่เจ็บจนเกินไป ผลข้างเคียงของการออกแบบหนักๆ โดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ถ้าเราเน้นแต่จะออกหนักๆ แบบเข้มข้นสุดๆ เราอาจจะได้ผลลัพธ์ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจจะเจอปัญหาเหล่านี้ รู้สึกเข็ด เบื่อหน่าย เพราะทุกครั้งที่ออกกำลังกายมันหนัก มันทรมานเหลือเกิน  ระบบประสาทฟื้นตัวไม่ทัน ไม่มีแรงไปทำงาน ทำกิจกรรมอย่างอื่น หรือเหนื่อยล้าทั้งวัน ออกกำลังกายหนัก แต่ทำท่าไม่ถูกต้อง ทำให้พอเหนื่อยมากๆ แล้วเล่นผิด เกิดอาการบาดเจ็บได้ ร่างกายฟื้นตัวไม่ทัน ทำให้เกิดสภาวะ BURNOUT หรือ OVERTRAINING พูดง่ายๆ คือ  “ป่วย” “ทั้งหมดนี้ไม่ได้ช่วยให้เราได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นเลยในระยะยาว” คำเเนะนำอย่างแรก คือ ให้เราเริ่มปรับความคิดของเราใหม่เสียก่อน ไม่ต้องออกหนักตามคนอื่น เพราะแต่ละคนมีร่างกายและเวลาที่ไม่เหมือนกัน อย่าเอาผลลัพธ์คนอื่นมากดดันตัวเอง เพราะแต่ละคนมีเป้าหมาย วิธีการ ที่แตกต่างกัน อย่าเอาผลลัพธ์ระยะสั้น มาล่อให้ตัวเองติดกับดัก หรือ “หักโหม” จากนั้นอยากให้คิดถึงความสำคัญของ คุณภาพของการเคลื่อนไหว ท่านี้ใช้ส่วนไหนของร่างกาย โฟกัสถูกจุดไหม ทำท่าถูกไหม  ท้าทายตัวเองแบบมีคุณภาพ ค่อยๆ เพิ่มน้ำหนัก ระยะทาง หรือจำนวนท่า โดยยังคำนึงถึงคุณภาพของการเคลื่อนไหวเสมอ เช็คพัฒนาการในแต่ละสัปดาห์ เราเล่นท่านี้ดีขึ้นไหม และทำ CARDIO ได้นานกว่าเดิมไหม หรือยกเวทหนักขึ้นด้วยท่าที่ถูกต้องได้ไหม การฟื้นตัว ออกกำลังกายวันนี้ แล้วพรุ่งนี้รู้สึกยังไง ทำงานไหวไหม และสัปดาห์หน้า เล่นโปรแกรมนี้ได้โดยไม่รู้สึกล้าเกินไปไหม ทำได้สม่ำเสมอมากน้อยแค่ไหน แบบไม่เครียด หรือกดดันตัวเองจนเกินไป เเนวทางโปรแกรมของ Fit Junctions จึงเป็นเเนวทางเเบบนี้ เน้นโปรแกรมที่ดัดแปลงได้ เริ่มจากง่ายๆ น้อยๆ แล้วค่อยเติมให้ยาก + เพิ่มท่าเข้าไป มี Backup Plan สำหรับทุกโปรแกรม เช่น ช่วงที่งานยุ่ง ต้องมีโปรแกรมที่เหมาะสมสำรอง มี Options สำหรับทุกท่า เช่น เล่นท่านี้ไม่ไหว ปรับเป็นท่าที่ง่ายกว่าได้  ให้ความสำคัญกับทั้ง WEIGHT TRAINING + CARDIO + MOBILITY + STRETCHING

ถ้า ”หยุด” ออกกำลังกายเกิน 1 เดือน จะเกิดอะไรขึ้น?

ถ้า ”หยุด” ออกกำลังกายเกิน 1 เดือน กล้ามจะหายไหม จะอ้วนขึ้นไหม? สรุปแบบกระชับๆ พร้อมวิธีและแนวทาง ถาม : ต้องกลัวกล้ามจะหายไหม? ตอบ : ในระยะสั้นไม่ต้องกังวล เพราะหลักฐานมากมายพบว่าการหยุดออกกำลังกาย 2-3 สัปดาห์ไม่ได้ทำให้กล้ามหาย ซึ่งในระยะ 1 เดือนก็ไม่ต้องไปเครียดมาก เพราะบทความนี้มีวิธีป้องกันให้ ถาม :  แรงจะตกไหม? ตอบ : เป็นไปได้สูงว่าแรงจะตกหลังจาก 2-3 สัปดาห์ที่เราไม่ค่อยได้ออกกำลังกายแต่ไม่ต้องกลัว เพราะงานวิจัยส่วนใหญ่พบว่า พอเริ่มกลับมาออกใหม่ ร่างกายจะกลับมาฟิตได้ในเวลาที่สั้นๆ ถาม : จะอ้วนขึ้นไหม? ตอบ : มีโอกาสที่เราจะอ้วนขึ้น แต่จะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับว่าใน 1 เดือนที่เราหยุดออกกำลังกายไป เรากินเยอะแค่ไหนและเราพักผ่อนพอไหม ยกตัวอย่างเพื่อเห็นภาพ CASE STUDY 1 ถ้าหยุดยาวไปเที่ยว กินดี อยู่ดี ได้พักผ่อน แบบนี้ก็อาจจะน้ำหนักเพิ่มจากการบวมน้ำแต่รวมๆ แล้วแบบนี้มันดีต่อสภาพจิตใจและร่างกายก็ได้พัก พอกลับมาฟิตใหม่อาจจะฟิตกว่าเดิมก็ได้! แบบนี้ไม่น่ากังวลเลย  CASE STUDY 2งานยุ่งทำให้ทั้งเครียด นอนน้อย ไม่ได้ออกกำลังและกินเยอะ มีแนวโน้มสูงที่จะอ้วนขึ้นและอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แบบนี้อย่าคาดหวังว่าต้องออกกำลังกายหนักๆแต่ให้แก้ปัญหาให้ตรงจุด คือ “การจัดการเวลาให้เราได้ดูแลสุขภาพบ้าง” (ไม่มากก็น้อย) คำเเนะนำจากพี่ฟ้า  สิ่งที่ช่วยป้องกันไม่ให้กล้ามหาย มีหลายข้อ ลองเลือกที่เหมาะสมกับตัวเอง ตามนี้ แบ่งเวลามายืดกล้ามเนื้อก่อนนอน แบ่งเวลามาออกกำลังกายเบาๆ วันละ 20-30 นาที Body Weight สัปดาห์ละ 1-2 วันก็ยังดี ถ้าไหว แนะนำให้อย่างน้อยๆ ยกเวทบ้าง สัปดาห์ละครั้ง โดย เล่นทั้งตัวไปเลย อย่ากินโปรตีนน้อยเกินไป (กินนมโปรตีนสูงเซเว่นหาซื้อง่ายๆ ถ้าไม่ว่างเตรียมอาหาร) อย่าอดอาหารเด็ดขาด!  จัดเวลานอนให้เพียงพอ 7-9 ชั่วโมง (นอนกี่โมงก็ได้)

เรื่องของ Strength Curve

เรื่องของ Strength Curve คือ การพูดถึงแรงกระทำ ต่อกล้ามเนื้อที่ต่างกันไปในแต่ละช่วงของท่าออกกำลังกาย เช่น บางท่าจะเบาตอนเริ่ม หนักสุดช่วงกลาง แล้วไปเบาอีกทีตอนจบ หรือ บางท่าอาจจะยากสุดช่วงแรก แล้วค่อยๆ เบาลงๆ เรื่อยๆใครรู้สึกเริ่ม งง แล้ว…ตั้งใจอ่านรูปในโพสต์ไปช้าๆ แล้วจะอุทานว่าของโคตรดี! ลุย!#goodquestion#fitjunctions